หนึ่งในขั้นตอนการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ ก็คือการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ หรือ Brand Identity ที่จะช่วยกำหนดภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมไปถึงวิธีการสื่อสารกับผู้บริโภคและมัดใจลูกค้าให้เกิดความจงรักภักดีกับแบรนด์
ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการสร้าง Brand Identity ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือ “Brand Identity Prism” นั่นเอง

Brand Identity Prism คิดค้นโดย Jean-Noël Kapferer นักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ระดับโลก Brand Identity Prism เป็นแนวทางในการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างละเอียด โดยมีองค์ประกอบ 6 ด้านที่ควรทำงานสอดคล้องกัน เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว เป็นที่จดจำของผู้บริโภค และนำไปสู่การสร้าง Brand Loyalty

ลักษณะทางกายภาพที่เห็นได้ชัด เช่น โลโก้ สี แพคเกจจิ้ง เป็นขั้นตอนแรกในการเชื่อมโยงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ที่แบรนด์ต้องตีความคุณค่าเชิงนามธรรมที่แบรนด์ยึดมั่น ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและจับต้องได้ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าและสร้างความประทับใจ

แบรนด์ควรมีบุคลิกภาพที่ดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และบุคลิกภาพยังช่วยให้กำหนดทิศทางการสื่อสารได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีบุคลิกภาพเดียวกัน หรือต้องการสะท้อนบุคลิกภาพของตนเองออกมาผ่านการใช้สินค้าของแบรนด์
ตัวอย่างบุคลิกภาพของแบรนด์ เช่น
ทั้งนี้ หนึ่งในวิธีการสร้าง Brand Personality ที่มีประสิทธิภาพ คือการจินตนาการแบรนด์เป็นมนุษย์ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Persona ของกลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์นั่นเอง

Brand Identity Prism อธิบายว่า วัฒนธรรมของแบรนด์ คือสิ่งที่แบรนด์รับมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นในประเทศที่แบรนด์ก่อตั้งขึ้น และสะท้อนค่านิยมนั้นออกมาในการดำเนินงานทุกขั้นตอน เช่น
แต่ในบางกรณี แบรนด์ก็อาจสื่อสารวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากประเทศของตนเอง เช่น

เป็นส่วนที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะลูกค้ารู้สึกมีความผูกพันกับแบรนด์มากกว่าแค่ตัวสินค้าหรือบริการ ความสัมพันธ์ที่ดีจะก่อให้เกิด Brand Loyalty ในขณะที่ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีอาจส่งผลให้ชื่อเสียงของแบรนด์เสียหาย หรือเสียลูกค้าให้คู่แข่งได้
ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์เช่น

ลูกค้าทุกคนมีภาพลักษณ์ที่พวกเขาเห็นตัวเองจากภายใน ซึ่งอาจไม่ตรงกับภาพลักษณ์ภายนอกที่สามารถมองเห็นได้ และอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก ซึ่งลูกค้ามีแนวโน้มจะเลือกใช้สินค้าที่สามารถสะท้อนภาพลักษณ์เหล่านี้ออกมาได้ เช่น
ตัวอย่าง Self-Image ที่เห็นได้ชัด เช่น แบรนด์น้ำอัดลม Schweppes ที่มีรสขมกว่าน้ำอัดลมแบรนด์อื่นๆ และเน้นกลุ่มเป้าหมายวัยทำงานมากกว่าวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดน้ำอัดลม
โดยหนึ่งในสโลแกนของ Schweppes คือ “Seperating Men from Boys” ที่ทำให้การดื่ม Schweppes มีนัยยะหมายถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่นั่นเอง

หรือ ภาพลักษณ์ของลูกค้าแบบ Steriotype เป็นภาพลักษณ์ภายนอกที่มองเห็นได้ชัด วิเคราะห์ได้จากข้อมูล Demographic ของลูกค้าส่วนใหญ่ เช่น
Reflection ใช้ในการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับลูกค้า เช่น ในคอนเทนต์ประเภท Brand Awareness หรือโฆษณาเพื่อการขาย เป็นต้น
องค์ประกอบทั้ง 6 ด้านนี้ควรมีความสอดคล้องและทำงานสนับสนุนกัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ ไม่ทำให้ลูกค้าสับสน ดึงดูดลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ได้อย่างยาวนาน
ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล :
SUNNYSIDEUP STUDIO