คนที่กำลังทำเว็บไซต์อยู่ในตอนนี้ อาจตั้งคำถามว่า “ทำเว็บไซต์เสร็จแล้วค่อยมาทำ SEO ทีหลังได้ไหม?” ซันนี่เข้าใจนะคะว่าทำไมหลายอาจคิดแบบนั้น เพราะดูเหมือนว่าเว็บไซต์กับ SEO เป็นคนละเรื่องกัน เว็บไซต์ คือเรื่องของดีไซน์ และฟังก์ชัน ส่วน SEO คือเรื่องของการตลาดที่ค่อยมาทำทีหลังได้
แต่จากประสบการณ์ที่ซันนี่เจอมา ความคิดแบบนี้มักทำให้ธุรกิจต้องเสียเวลา และงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้ซันนี่อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกันใหม่ว่า SEO ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนออกแบบเว็บไซต์ ไม่ใช่รอให้เว็บเสร็จแล้วค่อยทำค่ะ
1. SEO ไม่ควรเริ่มหลังเว็บไซต์เสร็จ
ถ้าเราออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีเมนู มีหน้าเพจ มี URL ของแต่ละหน้าเรียบร้อย แล้วค่อยเรียกทีม SEO เข้ามาทำทีหลัง สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือทีม SEO จะพบว่าโครงสร้างเว็บไซต์ที่มีอยู่ อาจไม่ได้ถูกวางให้สอดคล้องกับคำค้นหา และความต้องการของลูกค้ามาตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องย้อนกลับไปแก้ไขหลายจุด เช่น
โครงสร้าง URL ที่อาจจะไม่สื่อความหมาย หรือไม่สอดคล้องกับ Keyword ที่ควรจะเน้น การเปลี่ยน URL ภายหลังก็มีความเสี่ยงเรื่อง Redirect และอันดับการค้นหาอาจมีความผันผวนระหว่างการเปลี่ยนแปลง
เมนู และโครงสร้างเว็บไซต์ ที่อาจขาดหมวดหมู่สำคัญไป หรือจัดกลุ่มเนื้อหาไม่ตรงกับที่คนค้นหาจริงๆ ทำให้ต้องรื้อเมนูใหม่เกือบหมด
เนื้อหาในแต่ละหน้า ที่เขียนขึ้นจากมุมมองด้านการตลาด หรือดีไซน์ล้วนๆโดยไม่ได้ใส่ Keyword หรือประเด็นที่คนค้นหาจริงต้องการรู้ ทำให้ต้องเขียนใหม่ หรือปรับแก้เกือบทั้งหมด
พอต้องกลับมาแก้ทีหลัง สิ่งที่ตามมาคือ ใช้เวลามากขึ้น งบประมาณเพิ่มขึ้น และในบางกรณีอาจกระทบกับตารางเปิดตัวเว็บไซต์ที่แบรนด์วางแผนไว้ด้วยค่ะ
2. ก่อนทำเว็บ ต้องเริ่มจาก Keyword และ Search Intent
ก่อนจะเริ่มออกแบบหน้าตาเว็บไซต์สักหน้า ซันนี่มองว่าคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนคือ
ลูกค้าของเราค้นหาอะไรใน Google? คำที่ลูกค้าใช้จริง อาจไม่ใช่คำศัพท์ทางการตลาดที่แบรนด์คุ้นเคย แต่เป็นคำที่คนทั่วไปพิมพ์ค้นหาตามความเข้าใจของเขา
การค้นหานั้นค้นหาเพื่อ “ซื้อ” หรือเพื่อ “หาข้อมูล”? ในวงการ SEO เรียกสิ่งนี้ว่า Search Intent ซึ่งแบ่งกว้างๆได้เป็น กลุ่มที่ต้องการข้อมูลความรู้ เช่น ทำเว็บไซต์บริษัทต้องมีอะไรบ้าง, กลุ่มที่กำลังเปรียบเทียบตัวเลือกก่อนตัดสินใจ เช่น รีวิว บริษัทรับทำเว็บไซต์ หรือ เปรียบเทียบ WordPress vs Wix และ กลุ่มที่พร้อมจะซื้อ หรือใช้บริการแล้ว เช่น รับทำเว็บไซต์บริษัท หรือ ราคาทำเว็บไซต์ Wordpess การเข้าใจว่าคำค้นหาแต่ละคำอยู่ในกลุ่มไหน จะช่วยให้เรารู้ว่าหน้านั้นควรออกแบบเนื้อหาและ Call-to-Action หรือคำกระตุ้นการตัดสินใจ แบบไหน
Keyword ไหนควรอยู่หน้าไหน? ขั้นตอนที่เรียกว่า Keyword Mapping คือการจับคู่ว่าคำค้นหากลุ่มไหนควรไปอยู่ในหน้า Home, หน้า Service, หน้า Service Detail หรือหน้า Blog เพื่อให้แต่ละหน้ามีเป้าหมาย Keyword และ Search Intent ที่ชัดเจน และลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน้า
ขั้นตอนนี้ควรทำก่อนเริ่มออกแบบเว็บไซต์ค่ะ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแนวทาง สำหรับวางโครงสร้าง และเนื้อหาทั้งหมดของแบรนด์ในการทำเว็บไซต์
3. วางโครงสร้างเว็บไซต์ให้รองรับ SEO
พอเรารู้แล้วว่า Keyword ไหนควรอยู่หน้าไหน ขั้นตอนต่อไป คือการนำมาวางเป็นโครงสร้างเว็บไซต์ที่ชัดเจน เพราะเว็บไซต์แต่ละแบบ มี structure ต่างกัน นี่คือตัวอย่างหนึ่งของโครงสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจบริการ
Home → Services → Service Detail → Blog / Knowledge
โครงสร้างแบบนี้ช่วยให้ทั้งผู้ใช้งาน และ Search Engine เห็นภาพรวมของเว็บไซต์ได้ง่าย ลองมาดูทีละชั้นกันค่ะว่าแต่ละหน้าทำหน้าที่อะไร
Home เป็นหน้าที่สรุปภาพรวมของแบรนด์ และบริการทั้งหมด ทำหน้าที่เหมือนศูนย์กลางที่พาผู้ใช้งาน และ Search Engine กระจายไปยังหมวดหมู่บริการต่างๆต่อ เพราะทุกเว็บหน้า Home ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน Home มักทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางที่เชื่อมไปยังหน้าสำคัญของเว็บไซต์ เลยมักถูกใช้เป็นจุดเชื่อมไปยังหน้า Services หลักๆที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ
Services ทำหน้าที่เป็นหน้าหมวดหมู่หลักที่รวบรวมบริการทั้งหมดไว้ในที่เดียว และมักเน้น Keyword ที่มีความหมายกว้างกว่า เช่น คำที่ครอบคลุมกลุ่มบริการทั้งหมด หน้านี้ทำหน้าที่เหมือน “สารบัญ” ที่พาผู้ใช้ไปยังบริการที่ตรงกับความต้องการของเขา
Service Detail คือหน้าที่ลงรายละเอียดของแต่ละบริการโดยเฉพาะ และมักเน้น Keyword ที่เจาะจงใกล้เคียงการตัดสินใจซื้อมากกว่าหน้า Services เพราะผู้ที่เข้ามาถึงหน้านี้มักรู้อยู่แล้วว่าต้องการบริการแบบไหน หน้านี้จึงควรมีข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจอย่างครบถ้วน เช่น รายละเอียดขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน
Blog / Knowledge ทำหน้าที่ตอบคำถามเชิงข้อมูลที่คนค้นหาในช่วงที่ยังไม่พร้อมซื้อ หรือกำลังศึกษาหาความรู้ก่อนตัดสินใจ บทความในหมวดนี้มักครอบคลุม Keyword ปลีกย่อยได้จำนวนมาก และเป็นจุดที่ช่วยดึงคนกลุ่มที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ให้เข้ามาในเว็บไซต์ผ่านการค้นหาได้
ทั้ง 4 นี้เชื่อมโยงกันด้วย Internal Link อย่างเป็นระบบ เช่น บทความ Blog ที่พูดถึงหัวข้อใกล้เคียงกับบริการใด ก็ควรมีลิงก์เชื่อมกลับไปยังหน้า Service Detail ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพาผู้อ่านที่สนใจข้อมูลให้ไปหน้าที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ การวางลิงก์เชื่อมโยงแบบนี้ตั้งแต่ตอนออกแบบโครงสร้าง ช่วยให้ผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาแต่ละส่วนของเว็บไซต์ได้ชัดเจนขึ้น
จุดนี้เองที่ซันนี่มองว่าเป็นจุดที่เอเจนซี่สามารถโชว์ความเชี่ยวชาญได้ดี เพราะการวางโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของเมนู แต่ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งพฤติกรรมการค้นหาของลูกค้า และหลักการที่ Search Engine ใช้ประเมินความเกี่ยวข้องของเนื้อหาในแต่ละหน้า
4. UX/UI กับ SEO ต้องทำไปด้วยกัน
หลายคนอาจคิดว่าเว็บไซต์ที่ดี คือเว็บไซต์ที่ดีไซน์สวย แต่ในความเป็นจริง ความสวยงามอย่างเดียวไม่พอค่ะ เว็บไซต์ที่ดีต้อง
ใช้งานง่าย ผู้ใช้หาสิ่งที่ต้องการเจอได้เร็ว ไม่หลงทางในเว็บไซต์
มีโครงสร้างเนื้อหาที่ชัดเจน ทั้งสำหรับผู้ใช้งาน และ Search Engine เช่น การใช้ Heading เพื่อแบ่งลำดับเนื้อหา และการเชื่อมโยงหน้าที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าไหนสำคัญ และเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร
พาผู้ใช้ไปสู่ Conversion ได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อ การขอใบเสนอราคา หรือการซื้อสินค้า ปุ่ม Call-to-Action และเส้นทางการใช้งาน ต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ Intent ของผู้ใช้ในแต่ละหน้า
พูดง่าย ๆ คือ UX/UI ที่ดีกับ SEO ที่ดีไม่ใช่คนละเรื่องกันเลยค่ะ เพราะทั้งสองอย่างต่างพึ่งพาโครงสร้างเว็บไซต์เดียวกัน การออกแบบที่คำนึงถึงทั้งสองด้านไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น จะช่วยลดการต้องกลับมาปรับแก้ทีหลังได้มากค่ะ
5. Content Strategy ควรมาก่อนการออกแบบ Layout
ก่อนที่นักออกแบบจะเริ่มวาง Layout หรือเลือกภาพประกอบของแต่ละหน้า ควรมีคำตอบที่ชัดเจนก่อนว่า
หน้านี้ต้องการสื่อสารอะไรกับผู้เข้าชม
Keyword หลัก และ Search Intent เป้าหมายของหน้านี้คืออะไร
โครงสร้างเนื้อหาในหน้าควรมีหัวข้อย่อยอะไรบ้าง เพื่อให้ตอบคำถามของผู้ใช้ได้ครบถ้วน
เมื่อมีโครงสร้างเนื้อหาเว็บไซต์ที่ชัดเจนแบบนี้แล้ว คนออกแบบจะสามารถออกแบบ Layout ที่รองรับเนื้อหาได้อย่างเหมาะสม แทนที่จะออกแบบหน้าสวยๆขึ้นมาก่อน แล้วพยายามยัดเนื้อหาเข้าไปทีหลัง ซึ่งมักจะทำให้เนื้อหาอาจไม่ตอบ Search Intent หรือความต้องการของผู้ใช้งานได้ครบถ้วน หรือต้องบีบเนื้อหาจนสื่อสารได้ไม่เต็มที่
6. Technical SEO ที่ควรคิดตั้งแต่ตอน Development
นอกจากเรื่องโครงสร้าง และเนื้อหาแล้ว ในขั้นตอนพัฒนาเว็บไซต์ ก็มีเรื่อง Technical SEO ที่ควรถูกวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นเช่นกัน ตัวอย่างเช่น
Mobile-friendly เว็บไซต์ต้องแสดงผล และใช้งานได้ดีบนมือถือ เพราะ Google ใช้ Mobile Version ของเว็บไซต์เป็นหลักในการ Index และประเมินหน้าเว็บ
Page Speed ความเร็ว และประสบการณ์การใช้งานมีผลต่อ User Experience และ Google มีระบบที่ประเมิน Page Experience รวมถึง Core Web Vitals
URL Structure URL ที่สั้น สื่อความหมาย และสอดคล้องกับโครงสร้างเว็บไซต์
Heading Structure การใช้ H1, H2, H3 อย่างเป็นลำดับชั้นที่ถูกต้อง ช่วยให้ผู้ใช้ และ Search Engine เข้าใจโครงสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์
Internal Linking การเชื่อมโยงลิงก์ภายในเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ ช่วยกระจาย Authority และพาผู้ใช้ไปสู่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้
Sitemap คือไฟล์ที่ช่วยบอก Search Engine ว่ามี URL สำคัญใดบ้างบนเว็บไซต์ และช่วยให้ Google ค้นพบ URL เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น
Redirect การตั้งค่าการเปลี่ยนเส้นทาง URL อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะกรณีที่มีการย้าย หรือเปลี่ยนโครงสร้างเว็บไซต์
Schema ไม่ได้ทำให้ Ranking สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ช่วยให้ Search Engine เข้าใจประเภทและข้อมูลของหน้าได้ชัดเจนขึ้น และบางประเภทอาจทำให้หน้ามีสิทธิ์แสดงผลแบบพิเศษใน Search
ถ้าทั้งหมดนี้ ถูกวางแผนตั้งแต่ตอนพัฒนา จะทำได้ง่าย และเป็นธรรมชาติกับโครงสร้างเว็บไซต์ แต่ถ้าต้องมาเพิ่มทีหลัง บางเรื่องอาจต้องปรับแก้โค้ด หรือโครงสร้างเว็บไซต์มากกว่าที่คิดค่ะ
7. แล้วถ้าเว็บทำเสร็จไปแล้ว ค่อยทำ SEO ได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ค่ะ เว็บไซต์ที่ทำเสร็จไปแล้วยังสามารถทำ SEO เพิ่มเติมได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเนื้อหา เพิ่ม Blog หรือปรับแต่ง Technical SEO บางส่วน
แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ บางเรื่อง เช่น การเปลี่ยนโครงสร้าง URL ทั้งเว็บไซต์ การจัดกลุ่มเมนูใหม่ หรือการปรับ Site Structure ทั้งหมด จะต้องทำภายหลัง ในแบบของการรื้อ และแก้ ซึ่งมักใช้เวลา และงบประมาณมากกว่าการวางแผนไว้ตั้งแต่แรก เพราะเราต้องคำนึงถึงผลกระทบต่ออันดับที่มีอยู่เดิม การตั้งค่า Redirect ที่ถูกต้อง และการทดสอบเพื่อไม่ให้กระทบประสบการณ์ผู้ใช้งานเดิมด้วยค่ะ
ทำทีหลังได้
ปรับปรุงเนื้อหา Content เขียนบทความใหม่ หรือเกลาคีย์เวิร์ดในหน้าที่มีอยู่แล้ว
เพิ่ม Blog เปิดหมวดหมู่บล็อกใหม่เพื่อลงบทความดึง Traffic
ปรับแต่ง Technical SEO เช่น การเพิ่ม Alt Text ให้รูปภาพ หรือปรับปรุง Speed optimization ในจุดเล็กๆ
แต่ถ้าวางแผนตั้งแต่แรกจะง่ายกว่า
Site Structure วางโครงสร้างหมวดหมู่เว็บไซต์ทั้งหมดให้เป็นระบบ
URL Structure ตั้งชื่อ และวางลำดับชั้นของ URL ให้รองรับ SEO ตั้งแต่ต้น
Keyword Mapping วางแผนว่าแต่ละหน้าจะโฟกัสคีย์เวิร์ดคำไหน ไม่ให้ทับซ้อนกัน
Content Architecture & Internal Linking วางแผนการเชื่อมโยงลิงก์ภายในหน้าต่างๆ ให้เกื้อหนุนกัน
เว็บไซต์ที่ดีไม่ใช่แค่เว็บไซต์ที่สวย แต่ต้องเป็นเว็บไซต์ที่คนค้นหาเจอ เข้าใจแบรนด์ และพาไปสู่การตัดสินใจซื้อหรือบริการได้ค่ะ
ซันนี่เชื่อว่า การทำเว็บไซต์ที่ดีที่สุด ควรเริ่มต้นจากการเข้าใจว่าลูกค้าค้นหาอะไร แล้วนำมาวางโครงสร้าง เนื้อหา และดีไซน์ไปพร้อมกันตั้งแต่วันแรก มากกว่าที่จะแยกทำทีละขั้นแล้วค่อยมาต่อกันทีหลัง เพราะการวางแผนตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดทั้งเวลา และงบประมาณได้มากกว่าค่ะ
ถ้าคุณกำลังทำเว็บไซต์ใหม่ หรือกำลังวางแผนปรับเว็บไซต์เดิมให้รองรับ SEO มากขึ้น ซันนี่ช่วยได้ตั้งแต่ Keyword Strategy, Site Structure, UX/UI, Web Development ไปจนถึง SEO หลังเว็บไซต์เปิดใช้งาน
อ่านบริการเพิ่มเติมได้ที่ : https://sunnysideupstudio.net/services/seo-geo-optimization/