
ในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมของผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจได้เข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เว็บไซต์ขององค์กร จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางในการให้ข้อมูลอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือทั้งหมดของแบรนด์ในโลกออนไลน์
องค์กรธุรกิจมักทุ่มงบประมาณไปกับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หรือการทำแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้เข้าชม ให้เข้ามายังเว็บไซต์ แต่เมื่อผู้บริโภคคลิกเข้ามาแล้ว เบื้องหลังกลับพบว่าอัตราการออกจากเว็บไซต์ในทันที ภายในไม่กี่วินาทีแรก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลในตอนนี้ มีความคาดหวังสูงต่อการใช้งานบนเว็บไซต์ และถ้าหากเว็บไซต์มีองค์ประกอบที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ถึงจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ก็สามารถทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่ง หรือไปดูเว็บไซต์อื่นได้ในทันที
สำหรับผู้ประกอบการ หรือแบรนด์ ที่กำลังพัฒนา และปรับปรุงเว็บไซต์ของตัวเองอยู่ ซันนี่ได้รวบรวม 3 ปัจจัยที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ และโอกาสทางธุรกิจค่ะ

การเลือกใช้ภาพประกอบบนเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ ผิดสัดส่วน หรือการนำภาพที่มีลายน้ำลิขสิทธิ์มาใช้งาน จะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ และไม่มีความน่าเชื่อถือ ผู้ใช้งานจะประเมินความน่าเชื่อถือของแบรนด์ จากภาพรวมที่มองเห็นเป็นอันดับแรก การใช้ภาพลักษณะนี้ในเว็บไซต์องค์กร หรือแบรนด์ของเรา จะยิ่งแสดงถึงความไม่ใส่ใจ และขาดความเป็นมืออาชีพ อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดไม่เชื่อใจ และคิดว่าเว็บไซต์อาจเป็นเว็บไซต์หลอกลวงได้
วิธีแก้คือ ควรเลือกใช้ภาพถ่ายองค์กรหรือภาพสินค้าที่ผ่านการถ่ายทำอย่างมีมาตรฐาน หากจำเป็นต้องใช้ภาพสำเร็จรูป ควรเลือกจากแหล่งผู้ให้บริการที่ถูกลิขสิทธิ์และให้ความละเอียดสูง เช่น Unsplash หรือ Pexels ที่สำคัญที่สุดคือก่อนการอัปโหลดไฟล์ภาพเข้าสู่ระบบ จะต้องผ่านกระบวนการบีบอัดขนาดไฟล์ เพื่อให้ภาพยังคงความคมชัด แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วในการโหลดหน้าเว็บค่ะ

เว็บไซต์ที่ไม่มีการปรับปรุงหน้าตาเว็บไซต์ หรือปรับปรุงการใช้งานเป็นเวลานาน รวมถึงมักจะมีปัญหาเรื่องการจัดวางองค์ประกอบที่ไม่ดีร่วมด้วย เช่น การเลือกใช้ชุดแบบอักษรที่อ่านยาก, การจับคู่สีที่ไม่มีความสมดุล, การขาดพื้นที่ว่างเพื่อพักสายตา, การใช้ลูกเล่นเคลื่อนไหวที่เกินความจำเป็น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้แบรนด์ดูล้าสมัย แต่ยังทำให้ผู้ใช้งาน ไม่สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ เนื่องจากหน้าเว็บมีความหนาแน่นของข้อมูลมากเกินไป หน้าตาเว็บไซต์ก็เป็นด่านแรกที่ทำให้คนตัดสินใจในการเข้าชมเว็บไซต์ หรือการตัดสินใจซื้อของจากเว็บไซต์นั้นๆได้ด้วย การที่เว็บไซต์มีความล้าสมัย ผู้เข้าชมอาจตีความได้ว่าเว็บไซต์ไม่มีความเคลื่อนไหว อาจเป็นเว็บที่เก่าแล้ว ไม่กล้าที่จะไว้วางใจเท่าไหร่
การออกแบบเว็บไซต์ในปัจจุบัน ควรให้ความสำคัญกับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) โดยเน้นความเรียบง่าย จัดวางเลย์เอาท์ให้สะอาดตา มีการจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหาอย่างชัดเจน และควบคุมการใช้โทนสีให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแบรนด์เพื่อสร้างการจดจำ และความน่าเชื่อถือในเชิงธุรกิจค่ะ

ในปัจจุบันผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟน และแท็บเล็ตมีอัตราที่สูงกว่าคอมพิวเตอร์ ถ้าเว็บไซต์ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับการแสดงผลตามขนาดหน้าจอ จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดเมื่อเปิดใช้งานบนหน้าจอมือถือ เช่น ข้อความซ้อนทับกัน, ขนาดตัวอักษรเล็กเกินกว่าจะอ่านได้, ปุ่มกดไม่ทำงาน หรือองค์ประกอบหน้าเว็บล้นทะลุขอบจอ ผู้บริโภคยุคปัจจุบันจะไม่อยากใช้งานบนเว็บไซต์ที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานต่อ และจะปิดหน้าเว็บออกทันที ซึ่งส่งผลได้โดยตรงต่อยอดขายออนไลน์ของแบรนด์ และส่งผลกระทบต่อการทำ SEO เนื่องจาก Google จะลดอันดับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ที่ไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมือถือลง
ในขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์นั้น คุณจำเป็นต้องทำการทดสอบระบบ ให้รองรับได้บนหน้าจอของอุปกรณ์ที่หลากหลาย เพื่อให้อัลกอริทึมของ Search Engine ตรวจสอบ และให้คะแนนเว็บไซต์ในเกณฑ์ที่ดี และเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดในทุกช่องทางค่ะ

สมัยนี้ผู้คนมักใช้เวลากับอะไรหลายๆอย่างน้อยลง รวมถึงความอดทนของผู้บริโภคต่อการรอคอยก็ลดลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที ถ้าหากเว็บไซต์ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล หรือแสดงผลนานเกินไป อาจจะสร้างความน่ารำคาญให้แก่ผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ได้ และยังทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้ไม่น่าเชื่อถืออีกด้วย ผู้บริโภค หรือผู้ใช้งาน อาจตั้งคำถามว่าระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ไม่มีประสิทธิภาพ หรือขาดการดูแลรักษาหรือเปล่า ความล่าช้าเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึง การสูญเสียโอกาสในการขายได้ เพราะลูกค้าพร้อมที่จะกดปิดหน้าเว็บ และเปลี่ยนใจไปดูเว็บไซต์ที่แสดงผลไวกว่าในทันที นอกจากนี้ ความเร็วของเว็บไซต์ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ Google ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับบนหน้าแสดงผลการค้นหา SEO ทำให้เว็บไซต์ที่โหลดช้า จะถูกลดอันดับความสำคัญบนหน้าเสิร์ช ทำให้แบรนด์อาจสูญเสียโอกาสในการมองเห็นได้
บนเว็บไซต์ของแบรนด์ควรต้องตรวจสอบ และเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วของเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ผ่านเครื่องมือเช่น Google PageSpeed Insights การแก้ไขเบื้องต้นทำได้โดยการลดขนาดโค้ดที่ไม่จำเป็น, เลือกใช้ระบบจัดการแคชที่มีประสิทธิภาพ, ตรวจสอบการทำงานของปลั๊กอินไม่ให้ฝังโค้ดที่หนักเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้วิดีโอ หรืออนิเมชันขนาดใหญ่บนหน้าแรก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และราบรื่นที่สุดในทุกการคลิกค่ะ
การสร้างความน่าเชื่อถือบนโลกดิจิทัล ถือเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยระยะเวลา และการลงทุนลงแรงในการสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ความเชื่อถือที่สร้างบนเว็บไซต์นั้นก็สามารถถูกมองไปในทางที่ลบได้ เพราะความผิดพลาดทางการออกแบบเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟล์ภาพที่ขาดความคมชัด โครงสร้างการออกแบบที่ล้าสมัย หรือระบบที่ไม่รองรับการแสดงผลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ สิ่งสำคัญเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค และอาจทำให้แบรนด์สูญเสียโอกาสได้จากภาพลักษณ์ที่สร้างบนหน้าเว็บไซต์ได้
ดังนั้นการตรวจสอบ และประเมินประสิทธิภาพของเว็บไซต์แบรนด์ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าเว็บไซต์ของแบรนด์กำลังประสบปัญหาใน 3 ข้อที่สำคัญในบทความด้านบน ซันนี่ขอแนะนำเลยค่ะ ว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญในการวางแผนปรับปรุง และพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อยกระดับมาตรฐานให้มีความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น ซึ่งจะยิ่งช่วยสร้างความประทับใจแรกให้แก่ผู้เข้าชม และยังสามารถเปลี่ยนให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ กลายเป็นลูกค้าที่อุดหนุนเราได้ต่อในอนาคตเรื่อยๆอีกด้วยค่ะ
SUNNYSIDEUP STUDIO