
เข้าสู่ปี 2026 นี้ที่ผู้บริโภคไม่ได้ตื่นเต้นกับ AI อีกต่อไป แต่ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วง AI Saturation หรือ ภาวะอิ่มตัวของ AI ที่ทุกคนสามารถสร้างผลงาน รูปภาพ และวิดีโอ ได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส หรือการเขียนคำสั่งขึ้นมา
ย้อนกลับไปช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ทุกคนต่างหันมาใช้ AI กัน แบรนด์เกือบ 90% พยายามใช้ Generative AI ในทุกกระบวนการผลิตคอนเทนต์เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณ จนทำให้โลกออนไลน์เต็มไปด้วยเนื้อหาจาก AI จำนวนมาก ทำให้ผู้บริโภคหรือคนเสพสื่อเริ่มไม่หลงเหลือความเชื่อมันที่มีต่อแบรนด์ที่ใช้ AI ในการสร้างผลงาน ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น ขาดความถูกต้อง ขาดอารมณ์ความรู้สึก จนกลับมาสู่ช่วงที่ผู้บริโภคต่างต้องการความจริงใจในผลงานในปี 2026 นี้
วันนี้ซันนี่เลยมาสรุปเป็นบทความให้ทุกคนได้ลองอ่านกันค่ะ โดยจะเจาะลึกที่ 3 ประเด็นสำคัญที่งานการตลาด และเจ้าของธุรกิจต้องรู้ไว้ให้สามารถปรับตัวได้ทัน เปลี่ยนจากคอนเทนต์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ มาเป็นคอนเทนต์ที่จริงใจต่อผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

AI Saturation ไม่ได้หมายถึงแค่การมี AI เยอะขึ้น แต่หมายถึง จุดอิ่มตัวที่ผู้บริโภคเริ่มแยกแยะออกแล้วว่าคอนเทนต์ไหนคือความจริง คอนเทนต์ไหนคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น พื้นที่โซเชียลที่เต็มไปด้วยงานจาก AI ที่กราฟิก และงานวิดีโอดูเป้ะ บทพูด หรือบทความที่เรียบเรียงมาดูดีจนเกินจริง ทำให้ผู้ที่เสพสื่อออนไลน์เลิกสนใจเนื้อหาคอนเทนต์แบบนี้ และเลือกเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วแทน
การทำคอนเทนต์ในยุคนี้ เราต้องเลิกสนใจแต่ปริมาณ และความไม่เป็นธรรมชาติ มาเป็นการใช้คอนเทนต์แบบที่ จริงใจต่อผู้บริโภคให้มากที่สุด แบรนด์ที่จะอยู่รอดไม่ใช่แบรนด์ที่โพสต์บ่อย และใช้ AI ทำงานแทน แต่คือแบรนด์ที่จริงใจ เข้าถึงได้ง่าย กล้าพูดถึงจุดที่ดี จุดที่อ่อน และรีวิวแบบตรงๆต่อหน้ากล้องค่ะ
และส่วนนี้ คือสิ่งที่ซันนี่คาดว่าจะกลายเป็นเทรนด์คอนเทนต์ที่คุณควรนำไปปรับใช้ในปี 2026 นี้ค่ะ
ปัจจุบันวิดีโอสั้นก็ยังคงกลายเป็นคอนเทนต์หลัก ในการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต และซันนี่บอกได้เลยค่ะ ว่าในปี 2026 นี้ เทรนด์นี้ก็จะยังอยู่กับเราไปอีกนานค่ะ เพราะผู้บริโภคชอบเสพสื่อที่มีเนื้อหาที่สั้น กระชับ เข้าใจได้ง่าย ทำให้การตัดสินใจในการสั่งซื้อยิ่งเร็วขึ้น
วิดีโอสั้นเลยกลายเป็นผลงานคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคเลือกใช้รับข้อมูลข่าวสารเป็นอันดับแรกๆ ค่ะ
ซึ่งแหล่งรวมคอนเทนต์สั้นก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่คนทั่วไปใช้งานอยู่เป็นประจำเรื่อยๆ
TikTok : คาดว่าจะมีคนใช้งานต่อเดือนทะลุ 2,200 ล้านคนภายในสิ้นปี 2026 นี้
Instagram Reels : ยังคงครองพื้นที่ในการทำให้คนเห็นแบรนด์ใหม่ๆ โดยทางเมตา (Meta) รายงานว่า 40% ของเวลาที่คนใช้งานแอปพลิเคชัน คือการดูวิดีโอสั้น
YouTube Shorts : เพิ่งมียอดเข้าชมทะลุ 70,000 ล้านครั้งต่อวัน
ทำไมวิดีโอสั้นถึงได้ใจผู้บริโภคมากกว่า ?
เหตุผลที่ได้รับความนิยมอย่างมากเป็นเพราะ จิตวิทยามนุษย์เราชอบความรวดเร็ว เน้นประสิทธิภาพ คนเรามักจะชอบความรู้สึกมีความสุข หรือความพึงพอใจแบบฉับพลัน เลยจะถูกดึงดูดด้วยคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย สั้น กระชับ และให้ความรู้สึกดีได้ทันทีที่ดูจบค่ะ

งานวิจัยของ NP Digital พบว่าคอนเทนต์ที่มนุษย์สร้างมีทราฟฟิกมากกว่าถึง 5.44 เท่า
ในปี 2026 นี้ เราจะเห็นเทรนด์ที่ให้คุณค่ากับความจริงใจ และตัวตนที่จับต้องได้มากขึ้น กล้าแสดงมุมมอง ความรู้สึก หรือแม้แต่ความผิดพลาดในฐานะคนทำงานคนหนึ่ง ผู้บริโภคยุคนี้อยากฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง มากกว่าบทที่ถูกเขียนขึ้นมาโดย AI นั่นทำให้สถิติตอนนี้ระบุว่า 90% ของผู้บริโภค ต้องการความจริงใจในการตัดสินใจว่าจะสนับสนุนแบรนด์ไหนต่อด้วยค่ะ
และนี่คือเหตผลหลักที่คอนเทนต์ที่สร้างโดยมนุษย์ดีกว่า AI
AI มักจะสร้างเนื้อหาจากการสรุปข้อมูลที่มีอยู่เดิมบนอินเทอร์เน็ต ทำให้เนื้อหาดูขาดประสบการณ์จริงมากกว่า ซึ่งคนเรามักจะเขียนถึงความรู้สึกตอนใช้งานจริง ปัญหาที่พบหน้างาน หรือเทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่สามารถค้นหาได้ทั่วไป ทำให้เนื้อหาดูจริงใจ
AI อาจช่วยสร้างหัวข้อบทความได้เป็นหมื่นชื่อ แต่การใช้คำพูดของมนุษย์มีความดึงดูดอารมณ์ต่อผู้อ่านได้ดีกว่า ทำให้คอนเทนต์ที่เขียนโดยคนจะส่งผลต่อการเข้าถึงที่สูงกว่า เพราะคนเขียนเข้าใจบริบทของ กระแสสังคม และ การใช้ถ้อยคำ ที่เข้าถึงใจคนอ่านได้ดีกว่า AI ที่เน้นความสุภาพ และเป็นกลาง
AI มักจะตอบคำถามตามคำสั่ง (Prompt) แต่คนทำงานคอนเทนต์จะเข้าใจสิ่งที่คนอยากรู้จริงๆ คนเขียนจะคาดเดาความสงสัยของผู้อ่านได้ว่าถ้าอ่านถึงจุดนี้ เขาจะสงสัยเรื่องอะไรต่อ แล้วเขียนดักไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้อ่านใช้เวลาบนหน้านั้นนานขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขทราฟฟิกพุ่งสูงขึ้น
ในยุค AI Saturation ที่เราต่างใช้ Prompt และใช้คอนเทนต์ที่ AI สร้าง เลยจะออกมาหน้าตาเหมือนกันไปหมด ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเบื่อคอนเทนต์ซ้ำซาก เช่น คอนเทนต์ใน TikTok ที่ใช้ AI ในการเจนวิดีโอเป็นรูปแบบสินค้าๆต่างๆ ออกมาพูดวิธีแก้ปัญหานั้นๆ ทำให้ผู้บริโภคเมื่อเห็นคอนเทนต์แบบนี้ก็จะยิ่งทำให้ไม่อยากหยุดดู ส่วนบทความที่เขียนขึ้นมาใหม่ หรือคอนเทนต์ที่ไม่มีในที่อื่น (ซึ่งมักมาจากงานวิจัยส่วนตัวหรือความคิดเห็นส่วนตัว) ก็จะได้รับการแชร์ และบอกต่อที่มากกว่า

คลิปวิดีโอที่ถ่ายทำแบบง่ายๆ รีวิวที่ดูธรรมดา กลับทำยอดขายได้สูงกว่าวิดีโอที่ใช้ AI สร้าง ถึง 2 เท่า เพราะว่าผู้บริโภคมองว่าความสมบูรณ์แบบเกินไป เป็นเหมือนการตั้งใจโฆษณา และขายตรง แต่ถ้าคอนเทนต์ หรือคลิปวิดีโอ ที่มีจุดบกพร่องบ้าง ไม่ต้องตัดต่อดี เพียงแค่ถ่ายคลิปพูดถึงสินค้าแบบตรงๆ กลับช่วยสร้างความเชื่อถือว่าคือ รีวิวจากผู้ใช้งานจริงๆ
ถ้าทุกแบรนด์เลือกใช้คำสั่ง หรือ Prompt จาก AI เดียวกัน จะทำให้คอนเทนต์ทั่วทั้งโซเชียล มีรูปแบบ และการใช้คำที่เหมือนกันจนหมด ทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ เริ่มกังวลว่าตัวตนของแบรนด์ที่สร้างมาอาจหายไป การใช้คนเล่าเรื่อง ใช้พนักงานในบริษัทมาถ่ายคลิป หรือการให้เจ้าของแบรนด์ออกมาพูดเอง จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความแตกต่างที่ AI เลียนแบบไม่ได้ และทำให้แบรนด์มีตัวตนที่แตกต่างออกไป และจดจำได้ง่ายมากขึ้นค่ะ
ต้องยอมรับว่า AI เขียนคำบรรยายสรรพคุณได้ดีเยี่ยม แต่จะไม่สามารถบอกความรู้สึกขณะใช้งานได้เองจริงๆ เช่น ความรู้สึกมั่นใจเมื่อสวมใส่เสื้อผ้า ความภูมิใจที่ได้ลองสินค้าตัวนี้ ประสบการณ์เหล่านี้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เล่าได้แบบตรงไปตรงมามากที่สุด ความรู้สึกจริงๆนี่แหละค่ะที่เป็นแรงจูงใจหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ในปี 2026 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เริ่มมีกฎข้อบังคับให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องกำกับว่า เป็นคอนเทนต์จาก AI ทำให้ผู้บริโภคกว่า 70% มีแนวโน้มเลื่อนผ่านทันทีเมื่อเห็นป้ายกำกับว่า “Created by AI” เพราะรู้สึกว่าเป็นเนื้อหาที่ถูกทำซ้ำ จำเจ และไม่อยากเสียเวลาในการดู แบรนด์ใหญ่จึงเลือกที่จะลงทุนกับงานฝีมือของมนุษย์เพื่อรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือ ความจริงใจในระยะยาว
แบรนด์ที่น่าสนใจ และน่าดึงดู ไม่ใช่แบรนด์ที่ไล่ตามทุกเทรนด์ ใช้ทุกฟีเจอร์ใหม่ หรือผลิตคอนเทนต์ได้เยอะ แต่จะเป็นแบรนด์ที่เห็นถึงตัวแบรนด์ได้ชัดเจน จดจำง่าย และจริงใจต่อผู้บริโภคค่ะ
ต่อให้อัลกอริทึมเป็นตัวกำหนดว่าคอนเทนต์แบบไหนที่จะถูกมองเห็น แต่ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินเองค่ะ ว่าสินค้านี้น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน จริงใจแค่ไหน
SUNNYSIDEUP STUDIO